มาตรา 301 ระเบิดเวลาลูกใหม่ที่ไทยยังไม่ทันตั้งตัว
- Monchai Wongkittikraiwan
- 20 hours ago
- 1 min read

อย่าเพิ่งดีใจว่ามาตรา 122 จะหมดอายุแล้วเรื่องภาษีสหรัฐฯ จะจบ เพราะของจริงเพิ่งจะเริ่ม
ผู้เขียนติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องนี้มาสักพัก และพบว่าเรื่องที่ควรจับตามากกว่าคือสิ่งที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ มาตรา 122 ซึ่งเป็นมาตรการภาษีชั่วคราวที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 ก.ค.2569 นี้ สหรัฐฯ กำลังหันกลับไปใช้เครื่องมือเก่าแต่คมกว่าเดิม นั่นคือมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า (Trade Act of 1974) ที่ครั้งนี้ไม่ได้เล็งเป้าไปที่จีนประเทศเดียวเหมือนปี 2561 แต่ขยายวงสอบสวนไปยังคู่ค้าหลายประเทศ รวมถึงไทยด้วย
.
ที่สำคัญกว่านั้นคือมีการเพิ่มประเด็นใหม่เข้ามาสองเรื่อง หนึ่งคือการขาดมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ (Forced Labor) สองคือกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity)
.
เรื่องแรกไทยไม่ต้องกังวลมากนัก
.
ประเด็น Forced Labor ไม่ได้มุ่งเอาผิดประเทศที่ใช้แรงงานบังคับโดยตรง แต่ต้องการให้คู่ค้าของสหรัฐฯ มีระบบป้องกันสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับของประเทศที่สามไม่ให้หลุดเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก สำหรับไทย USTR เสนออัตราภาษีเพิ่มเติมที่ 12.5% ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับคู่แข่งสำคัญในเอเชียอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชาได้อัตราต่ำกว่าที่ 10% เพราะมีมาตรการภายในประเทศที่สอดรับกับข้อเรียกร้องแล้ว
.
ข้อเสนอนี้ครอบคลุมถึง 60 ประเทศ คิดเป็น 99.4% ของมูลค่านำเข้าสหรัฐฯ ทั้งหมด
.
ไทยยังมีช่องลดจาก 12.5% เหลือ 10% ได้ ถ้าเร่งปรับกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับ เพิ่มประสิทธิภาพศุลกากร และตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานให้เข้มขึ้น นี่คือการบ้านที่ทำได้จริงและอยู่ในมือของเราเอง
.
แต่เรื่องที่สองต่างหากที่น่ากลัวกว่ามาก
.
Structural Excess Capacity คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ยังไม่มีใครรู้ว่าปลายทางจะออกหน้าไหน เพราะสหรัฐฯ ยังไม่เปิดเผยรูปแบบมาตรการตอบโต้เลยด้วยซ้ำ สิ่งที่ USTR ระบุไว้คือไทยมีดุลการค้าเกินดุลในกลุ่มสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ขณะที่ภาคการผลิตโดยรวมของไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกันสองปีเต็ม และมีเพียงหนึ่งในสามของอุตสาหกรรมเท่านั้นที่กลับไปแตะระดับก่อนโควิดได้
.
ตัวเลขพวกนี้เป็นแค่เหตุผลเบื้องต้นที่ USTR ใช้เปิดสอบสวน ไม่ใช่บทสรุปว่าทุกอุตสาหกรรมมีปัญหาผลิตเกินจริง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ไทยตกเป็นเป้า
.
สิ่งที่สหรัฐฯ มองไม่ใช่แค่ว่าใครเกินดุลการค้าหรือใช้กำลังผลิตต่ำ แต่คือรัฐบาลประเทศนั้นใช้นโยบายอุตสาหกรรมหรือเงินอุดหนุนหนุนให้กำลังผลิตยังคงอยู่ทั้งที่ตลาดไม่ต้องการหรือเปล่า จนสินค้าส่วนเกินถูกทุ่มออกไปในราคาต่ำ กดราคาตลาดโลกและทำให้ผู้ผลิตสหรัฐฯ เสียเปรียบ
.
นี่คือความแตกต่างสำคัญจากมาตรา 301 เวอร์ชันปี 2561 ที่เน้นแค่เรื่องทรัพย์สินทางปัญญากับจีน แต่วันนี้ขยายไปถึงมาตรฐานแรงงาน นโยบายอุตสาหกรรม และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ
.
การค้าโลกกำลังเปลี่ยนกติกาจากแข่งกันที่ภาษี ไปสู่แข่งกันที่มาตรฐาน
.
ข่าวดีเล็กๆ ที่พอมีอยู่บ้างคือ มาตรา 301 ยังเปิดพื้นที่ให้เจรจาก่อนบังคับใช้มาตรการขั้นสุดท้ายเสมอ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับกระบวนการหารือและการตอบสนองของไทยเองด้วย ไม่ใช่แค่ข้อกล่าวหาฝ่ายเดียว และมีความเป็นไปได้สูงว่าสหรัฐฯ จะใช้ทั้งสองประเด็นควบคู่กันเป็นไม้เด็ดในการเจรจาต่อรองให้ไทยเปิดตลาดเพิ่ม
.
โจทย์การบ้านของไทยตอนนี้คือต้องเตรียมข้อมูลรายอุตสาหกรรมให้พร้อม อธิบายให้ได้ว่ากำลังการผลิตที่มีมาจากไหน อุปสงค์ในประเทศเป็นอย่างไร มาตรการรัฐหนุนแค่ไหน และกำลังผลิตส่วนเกินที่เห็นเป็นแค่วัฏจักรระยะสั้นหรือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างจริงๆ
.
ถ้าตอบโจทย์นี้ไม่ได้ชัดเจนพอ ผู้ประกอบการไทยจะต้องเปลี่ยนวิธีบริหารความเสี่ยงไปตลอดกาล จากที่เคยแค่บริหารต้นทุนภาษี ต้องกลายมาเป็นบริหารความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐานการผลิตแทน
.
คำถามที่ต้องถามตัวเองตอนนี้ไม่ใช่ว่าไทยจะโดนภาษีเท่าไหร่ แต่คือไทยพร้อมจะเล่นในเกมที่กติกาเปลี่ยนไปแล้วหรือยัง
.
โลกการค้าเสรีแบบเดิมคงไม่กลับมาอีกแล้ว




Comments