สิทธิบัตร AI พุ่ง 75 เท่า หน้าต่างโอกาสที่ปิดเร็วกว่าที่คิด
- Monchai Wongkittikraiwan
- 12 minutes ago
- 1 min read
อย่าคิดว่าเรายังมีเวลาคิดเรื่อง AI อีกนาน เพราะตัวเลขที่ออกมาล่าสุดบอกว่าหน้าต่างโอกาสกำลังปิดเร็วกว่าที่หลายคนคาด

ผู้เขียนเพิ่งได้เห็นข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่วิเคราะห์สิทธิบัตร AI ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน แล้วต้องหยุดอ่านซ้ำอีกรอบเพื่อเช็คตัวเลขให้ชัวร์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่าจำนวนคำขอสิทธิบัตร AI เพิ่มจาก 58 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2550 เป็น 4,361 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2567 หรือเติบโตขึ้น 75.2 เท่าในรอบเกือบสองทศวรรษ
จุดเร่งที่ชัดที่สุดคือช่วงปี 2566-2567 ที่ยอดคำขอพุ่งขึ้นถึง 52.3% ในปีเดียว หลัง ChatGPT เปิดตัวจุดกระแส Generative AI ให้คนทั้งโลกแห่กันมาจดสิทธิบัตร
ตัวเลขนี้ไปในทิศทางเดียวกับรายงานของ WIPO ที่พบว่าสิทธิบัตร Generative AI ทั่วโลกโตจาก 733 กลุ่มในปี 2557 เป็นกว่า 14,000 กลุ่มในปี 2566 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 800% นับตั้งแต่มีสถาปัตยกรรม Transformer ในปี 2560
นี่ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นการแย่งพื้นที่ทางเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นจริง
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือภาพการแบ่งขั้วอำนาจ สหรัฐฯ กับจีนถือครองสิทธิบัตร AI รวมกันถึง 65.2% ของทั้งโลก สหรัฐฯ นำอยู่ที่ 33.5% จีนตามมาติดๆ ที่ 31.8% ส่วนต่างแค่ไม่ถึง 2% เท่านั้น
การแข่งขันระดับนี้ไม่มีทางที่ประเทศเล็กอย่างไทยจะไปแย่งเป็นเจ้าเทคโนโลยีหลักได้ทัน
แต่โจทย์ของไทยไม่ใช่การแข่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยีหลัก อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาชี้ช่องไว้ชัดเจนว่าไทยมีโอกาสต่อยอดใน 2 มิติ หนึ่งคือการพัฒนา AI Agent ท้องถิ่นที่เข้าใจภาษาไทยและบริบทเฉพาะกลุ่มจริงๆ สองคือกลุ่มเทคโนโลยี RegTech และ AI Safety & Governance ซึ่งไทยมี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เป็นฐานที่แข็งแรงอยู่แล้ว
ประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลเข้มแข็ง กลับกลายเป็นประเทศที่ได้เปรียบในสนามที่ไม่มีใครคาดคิด
ตัวเลขในประเทศเองก็สะท้อนทิศทางนี้ชัดเจน สถิติคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรในไทยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564-2569) รวมประมาณ 3,393 คำขอ แบ่งเป็นคนไทย 1,289 คำขอ ต่างชาติ 2,104 คำขอ โดยกลุ่มที่คนไทยยื่นมากที่สุดคือด้านการแพทย์และชีวภาพถึง 312 คำขอ ขณะที่บริษัทข้ามชาติเทน้ำหนักไปที่เทคโนโลยีประมวลผลข้อมูลซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัลรวม 73 คำขอ
คนไทยเก่งเรื่อง Healthtech บริษัทต่างชาติเก่งเรื่อง Data Infrastructure โจทย์คือทำยังไงให้สองฝั่งนี้ต่อยอดกัน ไม่ใช่แข่งกันคนละสนาม
สิ่งที่น่ากังวลคือ การแข่งขันด้านนี้ "ยังเปิดกว้างอยู่ แต่โอกาสกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว" ตามที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาย้ำไว้ เพราะการยื่นจดสิทธิบัตรหนาแน่นขึ้นทุกปี ใครที่ยังลังเลไม่เริ่มวิจัยพัฒนาหรือจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองตั้งแต่วันนี้ มีความเสี่ยงที่จะเจอพื้นที่ที่คนอื่นจับจองไปหมดแล้วเมื่อพร้อมจะเริ่มจริงๆ
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่กำลังคิดเรื่อง AI อยู่ โจทย์การบ้านตอนนี้ไม่ใช่แค่ "จะใช้ AI ยังไง" แต่คือ "จะปกป้องสิ่งที่สร้างขึ้นจาก AI นั้นยังไง" ด้วย เพราะถ้าพัฒนาโซลูชันดีแค่ไหนแต่ไม่จดสิทธิบัตรคุ้มครองไว้ สุดท้ายก็มีสิทธิ์โดนคนอื่นคัดลอกไปทำซ้ำได้ง่ายๆ
คำถามที่น่าจะสำคัญกว่าที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าไทยจะตามทันสหรัฐฯ กับจีนได้หรือเปล่า แต่คือไทยจะรีบจับจองพื้นที่เฉพาะทางของตัวเองได้เร็วพอหรือไม่
หน้าต่างโอกาสแบบนี้ไม่เคยเปิดรอใครนานเกินไป




Comments